แก่นตะวัน สมุนไพรไทยมหัศจรรย์ ก้าวไกลไปทั่วโลก

แก่นตะวันมีพืชอยู่ชนิดหนึ่ง ชื่อ ‘แก่นตะวัน’ ดูเผินๆ คล้ายกับทานตะวัน เพียงแต่ดอกของแก่นตะวันนั้นขนาดเล็กกว่า หากนำไปปลูกเป็นแปลงดอกไม้เอาไว้ชมงามๆ ก็เหลืองสวยชวนมองไม่เบา ทว่า คุณประภาส ช่างเหล็กนัก วิจัย (ชำนาญการพิเศษ) หัวหน้าสถานีวิจัยเพชรบูรณ์ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เผยกับเดลินิวส์ออนไลน์ว่า ต้องการส่งเสริมให้มีการปลูกแก่นตะวันเพิ่มขึ้น เนื่องจากพืชชนิดนี้มีประโยชน์ต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม

ความเป็นมาของแก่นตะวันนั้น คุณประภาส เล่าว่า อันที่จริงพืชชนิดนี้มีชื่อว่า Jerusalem Artichoke (Helianthus tuberosus) หรือ Sunchoke ในภาษาไทยเรียก แห้วบัวตอง เป็น พืชล้มลุก ตระกูลเดียวกับทานตะวัน ดอกสีเหลืองคล้ายดอกบัวตอง มีถิ่นกำเนิดแถบทวีปอเมริกาเหนือ และแม้จะนำไปปลูกในยุโรป ที่เป็นเขตหนาว เขตกึ่งหนาว หรือกระทั่งในเขตร้อน อย่างอินเดีย หรือในไทย พืชชนิดดังกล่าวนี้ก็ยังสามารถปรับตัวและให้ผลผลิตดีในสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน

ในบ้านเรา เมื่อปี พ.ศ.2549 รศ.ดร.สนั่น จอกลอย เป็นผู้นำเข้ามาศึกษาวิจัยที่คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น พร้อมทั้งตั้งชื่อภาษาไทยขึ้นใหม่ว่า ‘แก่นตะวัน’ ซึ่งที่มาของชื่อนั้นใช้เหตุผลว่า การมีถิ่นกำเนิดในเขตหนาวเย็น แต่ปลูกในแถบร้อนได้ มีความสามารถปรับตัวได้ดี แข็งแกร่งทนทาน จึงใช้ชื่อนำหน้าว่า แก่น ส่วนคำว่า ตะวัน ก็เพราะเป็นพืชใกล้ชิดกับทานตะวันนั่นเอง

หลังคลุกคลีอยู่กับแก่นตะวันมานานหลายปี คุณประภาส พบว่า จากการทดลองเพาะปลูกแก่นตะวันที่สถานีวิจัยเพชรบูรณ์ฯ ให้ผลผลิตน่าพอใจ เหมาะปลูกในดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี ไม่ต้องให้น้ำมาก ปลูกแบบปลอดสารเคมีได้ เนื่องจากมีขนคล้ายหนามกระจายทั่วลำต้น และใบ จึงต้านทานต่อแมลงได้ดี ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด คือ หัว (tube) ที่เจริญเติบโตในดิน รูปร่างคล้ายขิงอวบ เปลือกสีน้ำตาลอ่อน เนื้อในสีขาว รสหวานและกรุบคล้ายแห้ว

หัวของแก่นตะวัน โดยประโยชน์ในด้านสุขภาพ ปอก เปลือกแล้วกินสดได้ หรือนำไปประกอบอาหาร แปรรูปเป็นน้ำเชื่อมฟรุกโตสเข้มข้น หรือสารให้ความหวานก็ยังมี จากรายงานการวิจัยต่างประเทศ ชี้ว่าอุดมไปด้วยวิตามินบี เหล็ก แคลเซียม และอินนูลิน ซึ่งประกอบด้วยน้ำตาลฟรุกโตสต่อกันเป็นโมเลกุลยาว เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวาน หรือผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงโรคเบาหวานและหลอดเลือด เนื่องจากรสหวานของแก่นตะวันไม่ทำลายสุขภาพ ช่วยลดไขมันในเลือด อีกทั้งช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ขับปัสสาวะ

การกินหัวของแก่นตะวันยังช่วยเรื่องควบคุมน้ำหนักได้ เพราะกินแล้วอิ่มอยู่ท้องนาน เนื่องจากอินนูลิน เป็นสารเยื่อใยอาหาร ไม่ถูกย่อยในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก จึงอยู่ในระบบทางเดินอาหารนาน

ส่วนประโยชน์ในแง่สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงสัตว์ด้วยอาหารที่มีส่วนผสมของหัวแก่นตะวัน สามารถลดปริมาณแอมโมเนียในระบบทางเดินอาหาร จึงเป็นการลดกลิ่นเหม็นของสิ่งขับถ่ายจากสัตว์ ช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ หัวสดของแก่นตะวัน 1 ตัน สามารถผลิตเอทานอลได้ 80-100 ลิตร เพื่อนำไปผสมกับน้ำมันเบนซิน ทำเป็นแก๊สโซฮอล์ โดยปริมาณเอทานอลที่ได้จากหัวสดของแก่นตะวัน ถือว่ามากกว่าอ้อย และเทียบเท่ามันสำปะหลัง ส่งผลให้แก่นตะวันเป็นพืชทางเลือกสำหรับผลิตพลังงานทดแทนอีกหนึ่งชนิดที่น่า ส่งเสริม

คุณประภาส เผยว่า แม้ประโยชน์ของแก่นตะวันมีมาก แต่การเพาะปลูกยังไม่เป็นที่แพร่หลาย โดยสถานการณ์ปัจจุบันถือว่า มีผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากเกษตรกรติดปัญหาการเก็บรักษาผลผลิตหลังเก็บเกี่ยวหัวแก่นตะวัน ที่หลังจากปลูกไว้นาน 120-140 วันแล้ว ต้องขุดและทำความสะอาดหัวก่อนเก็บไว้ในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 3-5 องศาเซลเซียส ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่มีห้องเย็นไว้เก็บผลผลิต อีกสาเหตุคือ เรื่องราวของแก่นตะวันยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

ทั้งนี้ คุณประภาส ในฐานะผู้วิจัยพร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกแก่นตะวันเพิ่มจนเป็นอุตสาหกรรม อาหาร โดยมีข้อมูลเรื่องการเพาะปลูก หาหัวพันธุ์ แนะนำตลาดระบายผลผลิตทั้งขายปลีกและส่งให้กับเกษตรกรที่สนใจ ปรึกษาได้ที่สถานีวิจัยเพชรบูรณ์ ต.เข็กน้อย อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ และที่สถาบันค้นคว้าและพัฒนาระบบนิเวศเกษตร ม.เกษตรฯ วิทยาเขตบางเขน ส่วนผู้ที่สนใจกินเพื่อสุขภาพ หัวสดแก่นตะวันมีจำหน่ายเป็นประจำในงานออกร้านที่ ม.เกษตรฯ.

อาทิตยา ร่วมเวียง
ทีมเดลินิวส์ออนไลน์

แสดงความเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

WordPress SEO fine-tune by Meta SEO Pack from Poradnik Webmastera