อีสานแหล่งพืชพลังงาน (ตอนที่ 1) : มันสำปะหลัง6 เดือน-ปาล์มน้ำมันในห้องทดลอง

การส่งเสริมปลูกพืชพลังงานในภาคอีสานสร้างความตื่นตัวแก่เกษตรกร ที่เชื่อว่าจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำจากมันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ขณะที่กลไกการตลาดพืชพลังงานยังไม่ปรากฎออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ใครเป็นผู้กำหนดราคา ใครคือผู้กำหนดปริมาณการผลิต ดังนั้นจึงเหมือนตาบอดคลำช้างที่เกษตรกรถาโถมเข้าไปลงทุนปลูกพืชเศรษฐกิจตัวใหม่อย่างสุดตัว โดยมีเพียงความหวังว่าจะได้ลืมตาอ้าปากและปลดหนี้สินได้เสียที

เมื่อวันที่ 19-23 พฤษภาคม 2551 ทีมงานของสำนักข่าวประชาธรรมร่วมกับโลคัลทอล์ค และพี่ๆ จากเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน (อีสาน) ถือฤกษ์งามยามดี นั่งรถเดินทางไกล ตระเวนไปลงพื้นที่ที่ภาคอีสานกันสักที หลังจากสัมภาษณ์ พี่กิ่งกร นรินทรกุล ณ อยุธยา เจ้าหน้าที่วิจัยมูลนิธิชีววิถี (Biothai) พูดถึงเรื่องสถานการณ์การปลูกพืชพลังงานในอีสานกันไปแล้ว แต่ความสงสัย และคำถามมากมายยังคงค้างคาใจ อยากฟังพี่น้องเกษตรกรบอกเล่าความเป็นไปในพื้นที่ ตลอดจนสิ่งที่พวกเขากำลังประสบอยู่ท่ามกลางวังวนของนโยบายส่งเสริมการปลูกพืชเศรษฐกิจ และพืชพลังงานอยู่ในขณะนี้ ทั้งอ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ยูคาลิปตัส รวมถึงพืชเศรษฐกิจส่งออกอย่างยางพาราด้วย

การลงพื้นที่ไปสำรวจครั้งนี้ ได้พูดคุยกับเกษตรกรในหลายพื้นที่ด้วยกัน จับเข่าคุยกับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยใน อ.โพนทอง จ.ร้อยเอ็ด ที่เก็บเกี่ยวผลผลิตส่งให้โรงงานน้ำตาล และอีกไม่นานก็คงส่งให้โรงเอธานอล แต่เกษตรกรจำนวนมากกำลังประสบปัญหาหนี้สินท่วมตัว สิ่งแวดล้อม สภาพดิน น้ำในท้องถิ่นกำลังเสื่อมโทรมลง ด้วยระบบเกษตรพันธะสัญญากับโรงงาน เรื่อง “อ้อยๆ” นี้ เราจะเรียบเรียงและนำมาเสนอให้ผู้อ่านเร็วๆ นี้ค่ะ

ก่อนอื่น เราจะนำมาท่านผู้อ่านไปพูดคุย กับเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังใน จ.ยโสธร การปลูกปาล์มน้ำมันที่ จ.อุบลราชธานี และสถานการณ์ปัญหาการปลูกยางพาราใน จ.หนองบัวลำภู และชัยภูมิกันก่อน

มันสำปะหลัง เดือน ไม่มีจริง!

เกษตรกรพากันลุยปลูกมันสำปะหลังในนาข้าวในช่วงที่ผ่านมา พร้อมกับเล่าว่าพวกเขาใช้พันธุ์ปลูก 6 เดือน แล้วจึงเก็บเกี่ยวได้ (ได้ข่าว เขาเล่าต่อกันมาเช่นนั้น) แต่พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวหัวมันโตแค่ 70% มิหนำซ้ำปีนี้ฝนตกเร็วกว่าที่ควร พื้นที่นาเกิดน้ำขังท่วม เกษตรกรจึงต้องรีบถอนหัวมันก่อนกำหนด เพราะหัวมันกำลังจะเน่า ไม่เพียงเท่านั้น ยังขายไม่ได้ราคา อาจไม่คุ้มทุน เป็นหนี้เป็นสินเพิ่มขึ้นอีก…

เนื่องจาก ปัจจุบันกระแสการปลูกพืชพลังงาน เช่น มันสำปะหลัง เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบผลิตน้ำมันเอธานอล เป็นแรงจูงใจหนึ่งให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานสนใจเพิ่มพื้นที่การปลูกมันสำปะหลังมากขึ้นโดยเฉพาะในนาข้าว แต่กลับพบว่าเกษตรกรหลายราย ทำการทดลองปลูกมันสำปะหลังในนาข้าวโดยใช้พันธุ์ที่อาศัยระยะเวลาการปลูกเพียง 6 เดือน ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ แต่ตอนนี้ยังไม่อาจรับประกันได้ว่าจะให้ผลผลิตที่คุ้มค่าจริง

ศักดา โพธิ์ไทร เกษตรกรบ้านหนองแข้ ต.โคกนาโก อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร เล่าว่า ที่ผ่านมาเห็นว่ามันสำปะหลังกำลังได้รับความนิยม และจะมีการนำไปผลิตเอธานอล ประกอบกับราคาดี รวมทั้งมีคนบอกว่ามันสำปะหลังสามารถปลูกในนาข้าวได้ โดยใช้พันธุ์ที่ปลูกแค่ 6 เดือนก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ ทำให้สนใจอยากทดลองปลูกในนาข้าวของตนเอง นอกจากนี้ นาข้าวของตนเป็นพื้นที่ดอน สามารถระบายน้ำออกได้ จึงเห็นว่า ไม่น่ามีปัญหาเรื่องน้ำขังในนาข้าวจนทำให้มันสำปะหลังเน่า ตามที่หลายคนกังวล

แม้ชาวบ้านหลายคนจะบอกว่าการปลูกมันสำปะหลังในนาข้าวจะทำให้ผลผลิตข้าวไม่งาม เพราะมันสำปะหลังเป็นพืชที่ต้องการธาตุอาหารเยอะ แต่ก็อยากลองผิดลองถูกดูว่าจะได้ผลจริงไหม เพราะถ้าสำเร็จก็จะเป็นตัวอย่างให้กับคนในชุมชน นอกจากนี้ พื้นที่นาหลังหมดฤดูการเก็บเกี่ยวผลผลิต หลายคนทิ้งร้างโดยไม่ได้ทำอะไร ดังนั้น การปลูกมันสำปะหลังก็จะได้เป็นการหมุนเวียนใช้ที่ดินด้วย”

ศักดา โพธิ์ไทร เกษตรกรบ้านหนองแข้ ต.โคกนาโก อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร

นายศักดา เล่าว่า ได้ลงทุนซื้อกล้ามันสำปะหลังมาปลูกจำนวน 10,000 ต้น ในราคาต้นละ 1 บาท แบ่งปลูกในที่นา 10 ไร่ จากพื้นที่นาที่มีอยู่ทั้งหมด 20 ไร่ โดยเริ่มปลูกเมื่อวันที่ 15 ม.ค.2551 หลังจากเสร็จสิ้นการทำนาปี ซึ่งก่อนนั้น ทำการเตรียมดินเพื่อปลูกมันสำปะหลังมาตั้งแต่เดือน พ.ย. 2550 แต่กล้ามันสำปะหลังที่สั่งไว้ไม่ได้ตามกำหนด จึงต้องเลื่อนมาปลูกในเดือน ม.ค. 2551 อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันปลูกมันสำปะหลังได้ประมาณ 5 เดือนเศษ พบว่ามันสำปะหลังซึ่งได้รับการบอกเล่ามาว่าเป็นพันธุ์ที่สามารถให้ผลผลิตระยะเวลา 6 เดือน กลับเติบโตเพียง 70% ของมันสำปะหลังทั้งหมดที่ปลูก บางต้นก็มีลำต้นไม่สูง ทั้งนี้อาจเป็นเพราะปลูกในช่วงหน้าแล้ง ดินเริ่มแข็งแล้ว นอกจากนี้ยังไม่ได้ทำรั้วกั้นสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย ทำให้สัตว์เดินเข้ามากินใบ และเหยียบต้นมันสำปะหลังบางส่วนด้วย

ยอมรับว่าทำการทดลองปลูกมันสำปะหลังในนาข้าวดูก่อน แต่ยังไม่รู้ว่าจะให้ผลผลิตแค่ไหน และยังไม่รู้จักแหล่งขายมันสำปะหลัง แต่คิดว่าจะหาข้อมูลด้านตลาดในช่วงใกล้ถอนหัวมัน คือ ก่อนกลางเดือน ก..นี้ เนื่องจากเป็นฤดูฝนและเข้าสู่ช่วงทำนาแล้ว” เกษตรกรบ้านหนองแข้ กล่าว

(ภาพใหญ่มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคอีสาน ปัจจุบันนำมาผลิตเอทานอลเพื่อทดแทนการใช้น้ำมันได้บางส่วน (ภาพเล็กขนาดของหัวมันสำปะหลังที่เก็บผลผลิตในระยะเวลา เดือนแต่มีปริมาณแป้งน้อย กับหัวมันสำปะหลังอายุ 12 เดือน ซึ่งให้ปริมาณแป้งสูง ทำให้นำไปแปรรูปผลิตเอทานอลได้มาก

ส่วน วีระ ไวว่อง เกษตรกรบ้านศรีฐาน ต.ศรีฐาน อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร กล่าวว่า ตนเริ่มทดลองปลูกมันสำปะหลังในนาข้าวทั้งหมด 4 ไร่ ตั้งแต่ปลายเดือน ธ.ค.2550 โดยขณะนี้มันมีอายุ 5 เดือนกว่า แต่จำเป็นต้องรีบถอน เพราะฝนตกมาก ทำให้น้ำขังในนาข้าว หากไม่รีบถอนหัวมันจะเน่า

ปีนี้ฝนตกเร็ว เราต้องรีบถอนหัวมันสำปะหลังออกจากนาข้าว เพราะหากน้ำขังในนาภายในวันจะทำให้หัวมันเน่า แต่ถ้าหากฝนไม่มาเร็ว คิดว่าจะยืดระยะเวลาการถอนมันสำปะหลังออกไปได้อีก เพื่อจะให้หัวมันมีขนาดโตกว่านี้ และอาจขายได้ราคาดีขึ้น และอาจเป็นรายได้ที่สูงกว่าการทำนา”

วีระ เล่าต่อด้วยว่า หลังจากถอนมันจากนา ช่วงแรกประสบปัญหาไม่มีลานมันเปิดรับซื้อ แต่ล่าสุด เพิ่งสามารถขายมันสำปะหลังให้กับลานมันขนาดเล็ก 2 แห่ง คือ 1. ลานมันบ้านคำเกิด ต.กระจาย อ.ป่าติ้ว และ 2. ลานมันบ้านโซง ต.ทุ่งมน อ.คำเขื่อนแก้ว โดยลานมันทั้ง 2 แห่งรับซื้อในราคา 1.4 บาท เท่านั้น เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ปลูกมันสำปะหลังทั้งหมดแล้ว ก็นับว่าขายได้ในราคาแค่คืนทุนเท่านั้น เราก็รู้สึกว่าลานมันกดราคา โดยให้เหตุผลว่าเป็นหัวมันน้ำท่วม อีกทั้งโรงแป้งก็ยังไม่เปิดรับซื้อในตอนนี้

วีระ กล่าวย้ำว่า ตนไม่ค่อยแน่ใจว่าจะปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ 6 เดือน อีกในปีหน้าหรือไม่ เพราะต้องดูสภาพดิน ฟ้า อากาศ และสถานการณ์ราคามันสำปะหลังด้วย ถ้าปลูกแล้วเสี่ยงว่าจะเน่า หรือมีแนวโน้มว่าจะขายไม่ได้ราคา เหมือนลงทุนแล้วไม่ได้อะไร ก็คงไม่ปลูกอีก จะกลับมาปลูกข้าวเหมือนเดิม

ทีมงานเดินทางไปพูดคุยกับ มนตรี เบ้าทอง ผู้ประกอบการลานมันขนาดเล็ก บ้านโพนสิงห์ ต.ทุ่งมน อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร ด้วย โดยพ่อค้าลานมัน เล่าให้เราฟังว่า โดยทั่วไปจะเปิดลานมันรับซื้อมันสำปะหลังจากชาวบ้านทั้งในรูปแบบหัวมันสดและมันตากแห้ง หากมีผลผลิตมาขายให้อย่างน้อย 20 ตัน ขึ้นไป เพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการขนส่งไปยังโรงแป้ง

ทั้งนี้ กรณีหัวมันสำปะหลังอายุ 6 เดือน ตามที่ชาวบ้านปลูกในนาข้าวนั้น พ่อค้าคนนี้ เห็นว่า เป็นการปลูกตามกระแส เพราะอายุขวบของมันสำปะหลังที่ให้แป้งตามมาตรฐานโรงงานแป้ง คือ 27-30% ซึ่งปกติมันสำปะหลังที่จะให้แป้งดีต้องใช้เวลาในการปลูก 12 เดือน นอกจากนี้ หากมันสำปะหลังมีหัวเล็กและปริมาณแป้งไม่มากก็จะรับซื้อในราคาต่ำลง โดยราคาหน้าโรงงานที่รับซื้อปัจจุบัน คือ 2.3 บาท/กิโลกรัม

ตามทฤษฎีแล้ว การปลูกมันในนาข้าวหรือในพื้นที่อื่น คิดว่ายังไม่มีการพัฒนาพันธุ์ให้ได้หัวมันที่มีแป้งดีภายใน เดือน ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์อะไร หากมีระยะเวลาการปลูกไม่เต็มขวบ คือ 12 เดือน มันสำปะหลังก็จะมีเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำ โดยเฉพาะมันสำปะหลังที่จะนำไปผลิตเอธานอล ควรมีเปอร์เซ็นต์แป้งสูง เพราะจะสามารถกลั่นเป็นเอธานอลได้เยอะขึ้น”

ปลูกปาล์มอีสานเสี่ยง ให้ผลผลิตต่ำ

ทีมงานเดินทางไปยัง แปลงทดลองวิจัยปลูกปาล์มน้ำมันของศูนย์วิจัยพืชไร่ จ.อุบลราชธานี เพื่อดูว่าเมื่อปลูกปาล์มในภาคอีสานจะเป็นอย่างไรบ้าง โดยศูนย์วิจัยฯ เริ่มโครงการปลูกปาล์มครั้งแรกเมื่อปี 2547 เพื่อทดลองนำร่องว่าปาล์มพันธุ์ใดจึงจะเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศของภาคอีสาน โดยเราได้พูดคุยสัมภาษณ์ กับนักวิชาการที่กำลังทดลองปลูกปาล์ม นับจากปี 2547 ก็เป็นเวลากว่า 3-4 ปีแล้ว

สมใจ โควสุรัตน์ นักวิชาการเกษตร 8. กล่าวว่า ลักษณะตามธรรมชาติของต้นปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการน้ำค่อนข้างสูง โดยมีใบปาล์มเป็นส่วนที่มีความสำคัญในการสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารไปเลี้ยงลำต้น และนำไปสู่การผลิตช่อดอก ทั้งนี้ ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นปาล์มน้ำมัน ยังขึ้นอยู่กับลักษณะภูมิประเทศ เช่น น้ำ ดินและอากาศ อีกด้วย ซึ่งการสร้างช่อดอกที่จะให้ผล หรือทะลายปาล์มนั้น ช่อดอกอันประกอบด้วยเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย ปกติต้นปาล์มจะใช้เวลาในการก่อช่อดอกในช่วงฤดูฝน และมีระยะเวลาก่อช่อดอกประมาณ 1 ปี หลังจากนั้นจะให้ผลผลิตได้ประมาณ ปีที่ 3 แต่ถ้าหากต้นปาล์มขาดน้ำอย่างต่อเนื่อง ช่อดอกก็จะปรับตัวไปตามธรรมชาติ คือ ช่อดอกตัวเมียจะเกิดสภาวะเครียด และเปลี่ยนเป็นดอกตัวผู้ หรือดอกกระเทย ทำให้ไม่ได้ผลผลิตนั่นเอง

นอกจากนี้ สมใจ ยังกล่าวต่อว่า พื้นที่ภาคอีสานมีสภาพภูมิอากาศแล้ง ฝนทิ้งช่วงนาน ทำให้มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศน้อย ประกอบกับสภาพพื้นที่มีลมพัดแรง ทำให้ใบปาล์มหักได้ง่าย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการผลิตอาหารไปเลี้ยงลำต้นและการผลิตช่อดอกด้วย นอกจากนี้ลักษณะดินในภาคอีสานหลายแห่งเป็นดินร่วนปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ปาล์มน้ำมันต้องการปัจจัยเยอะมาก ดังนั้น หากต้องการปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคอีสานจริงๆ ก็มีความจำเป็นต้องดูแลในเรื่องดิน น้ำ สารอาหาร เป็นต้น

(ภาพใหญ่ปาล์มน้ำมันที่นิยมปลูกในภาคใต้ ได้รับการส่งเสริมปลูกในพื้นที่ภาคอีสาน(ภาพเล็กแต่ปัญหาใหญ่ที่การศึกษาวิจัยยังแก้ไม่ตกคือ ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการน้ำและความชื้นสูง หากปลูกในพื้นที่แห้งแล้ง ปาล์มจะให้ผลน้อยและนำมาสกัดน้ำมันได้ไม่คุ้มกับการลงทุน

ปาล์มน้ำมันต้องการน้ำเยอะ ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ และน้ำใต้ดิน ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและให้ผลผลิต แต่สภาพภูมิอากาศของภาคอีสานค่อนข้างแห้งแล้ง ความชื้นในอากาศน้อย เพราะฉะนั้น ใบปาล์มก็จะปิดปากใบเพื่อเก็บกักความชื้นไว้ ทำให้มีการสังเคราะห์แสงก็น้อยตามมาด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้นปาล์มก็จะสังเคราะห์แสงนำอาหารมาดูแลต้นให้มีชีวิตรอดมากกว่าจะให้ผลผลิตอย่างเป็นกอบเป็นกำ” สมใจ กล่าว

นักวิชาการเกษตร 8ว. รายเดิม กล่าวต่อว่า ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี ทำการทดลองปลูกปาล์มน้ำมันโดยใช้พันธุ์ของทางราชการ คือ สุราษฎร์ธานี 1, 2, 3, 4, 5 และ 6 โดยเริ่มปลูกแปลงแรก ในปี 2547 คือ พันธุ์สุราษฎร์ธานี 1, 2, 3 ซึ่งเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 3 โดยปัจจุบันสามารถเก็บผลผลิตปาล์มรวมเป็นระยะเวลา 12 เดือนแล้ว ซึ่งในช่วง 9 เดือนแรกนั้น สามารถเก็บผลผลิตพันธุ์สุราษฏร์ธานี 2 ได้ประมาณ 225 กิโลกรัม/ไร่ ต่อมา ในปี 2549 ได้ทดลองปลูกปาล์มน้ำมันพันธุ์สุราษฎร์ธานี 4, 5, 6 แต่แปลงปี 2549 ยังไม่ให้ผลผลิต ทั้งนี้ ปาล์มน้ำมันที่ทดลองปลูก ทำการปลูกเป็นแถวพันธุ์ละ 10 แถว โดยให้น้ำ 5 แถว และไม่ให้น้ำ 5 แถว

การวิจัยปลูกปาล์มในพื้นที่ของศูนย์วิจัยฯ ยังไม่สามารถให้น้ำต้นปาล์มได้อย่างเต็มที่ กล่าวคือ ทำการให้น้ำเพียงครึ่งวันในช่วงเช้า ดังนั้น ปาล์มอาจได้รับน้ำไม่พอ นอกจากนี้ แม้ว่า จ.อุบลราชธานี จะมีปริมาณน้ำฝนค่อนข้างสูง คือ 1,600 มิลลิเมตร/ปี แต่ฝนที่ตกจะกระจุกอยู่ในช่วงใดช่วงหนึ่ง ประกอบกับมีช่วงแล้งนาน ทำให้มีน้ำไม่เพียงพอต่อการดูแลปาล์มน้ำมัน และส่งผลต่อการก่อช่อดอกของต้นปาล์มด้วย”

นอกจากนี้ ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการน้ำสูง ประมาณ 200 ลิตร/ต้น/วัน ดังนั้น หากเกษตรกรคิดจะปลูก ก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมในการปลูกด้วย เช่น จะสามารถดูแลให้น้ำต้นปาล์มในปริมาณมากขนาดนั้นได้หรือไม่ ส่วนการเก็บผลผลิตปาล์มน้ำมันในศูนย์วิจัยฯ นั้น คงต้องรอดูต่อไป เพราะยังไม่ทราบว่าจะสามารถเก็บผลผลิตต่อไปได้อีกกี่ปี เนื่องจากเป็นงานวิจัยระยะเวลา 20 ปี ดังนั้น จึงยังไม่สามารถฟันธงได้ว่าปาล์มน้ำมันที่ทดลองปลูกจะประสบความสำเร็จหรือไม่” นางสมใจ กล่าว

หากถามถึงความคุ้มค่าในการลงทุนก็ต้องบอกว่า ผลผลิตที่ได้ต่ำกว่าทางใต้เยอะ ดังนั้น เกษตรกรคงต้องคิดให้ดีสักนิดหนึ่ง เพราะต้องลงทุนซื้อต้นกล้า ประกอบกับต้องดูแลให้น้ำมาก เนื่องด้วยข้อจำกัดของสภาพพื้นที่ภาคอีสาน ทั้งลักษณะดิน น้ำ และสภาพภูมิอากาศ ถ้าจะให้พูดตรงๆ ก็คือ มีความเสี่ยงมากที่จะปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่แบบนี้ เพราะการลงทุนก็สูง ความคุ้นเคยก็ไม่มี ในขณะที่พื้นที่ จ.อุบลราชธานี เป็นพื้นที่ที่ประชาชนคุ้นเคยกับการปลูกข้าวหอมมะลิมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรทิ้งการปลูกข้าวหอมมะลิ” นักวิชาการเกษตร 8ว. กล่าวทิ้งท้าย

ยางพาราตาสอย เพิ่มหนี้เกษตรกร

นอกจากเกษตรกรมันสำปะหลังกำลังเผชิญกับข่าวลือเรื่องมัน 6 เดือนแล้ว เมื่อทีมงานเดินทางกันไปที่ จ.หนองบัวลำภู และชัยภูมิ ก็ยังพบว่าพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ก็กำลังเผชิญปัญหากับยางพาราตาสอย ซึ่งเป็นผลมาจากต้นกล้ายางที่ไร้คุณภาพ แต่ตลอดเวลาที่ปลูกมา ต้องเสียเงินต้นทุนค่าปุ๋ย-ยา-ค่าแรงไปมากโข ซ้ำร้ายยังขาดข้อมูลการเกี่ยวกับยางพารา ทำให้ไม่รู้ชะตากรรมในวันข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร

สืบเนื่องจากนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคอีสานหันมาปลูกยางพาราพันธุ์ RM600 ทดแทนการปลูกกระเทียม ลำไยฯลฯ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้ากับจีน ทำให้ราคาผลผลิตทางเกษตรตกต่ำ และมีผลผลิตเกินความต้องการของตลาดนั้น ล่าสุดผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกษตรกรในภาคอีสานกำลังประสบกับปัญหากล้ายางที่ไม่ได้คุณภาพ เมื่อปลูกไปนานราว 1-3 ปี กลับออกดอกและออกผลแล้ว คาดว่ายางพาราดังกล่าว จะให้น้ำยางได้น้อย ไม่คุ้มกับเงินที่ลงทุนไป ท้ายที่สุด อาจนำมาสู่ปัญหาเรื้อรังดั้งเดิม เช่น ปัญหาหนี้สินของเกษตรกรนั่นเอง

ทั้งนี้ที่ผ่านมา โครงการขยายพื้นที่ปลูกยาง 1 ล้านไร่ ตามนโยบายในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ได้แบ่งพื้นที่ปลูกในภาคอีสานจำนวน 700,000 ไร่ และในภาคเหนือ 300,000 ไร่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี (ปี 2547-2549) มีสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (สกย.) ทำหน้าที่ดูแลสนับสนุน ส่งเสริม และให้บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี เป็นผู้รับผิดชอบผลิตกล้ายางพาราให้กับ สกย. ตามที่ได้ชนะการประมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยผู้ปลูกรายใหม่ที่เข้าเป็นสมาชิกจะได้รับการสนับสนุนดูแลตั้งแต่ก่อนปลูก เริ่มปลูก จนกระทั่งฝึกอบรมเรื่องการกรีดยาง ตลอดจนด้านการตลาดด้วย

เกษตรกรอีสานนิยมปลูกยางพาราไม่นานมานี้ เริ่มกังวลถึงผลผลิตจากการกรีดยาง เพราะกล้าพันธุ์ที่ลงทุนปลูกอาจมีคุณภาพต่ำหรือให้น้ำยางน้อย เนื่องจากมีการนำกิ่งพันธุ์แก่มาทาบขาย ซึ่งวิธีดังกล่าวเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราภาคใต้จะไม่ใช้ในการขยายพันธุ์กล้ายาง

อย่างไรก็ตาม นับแต่ช่วงปี 2547 เป็นต้นมา แม้ว่าบริษัทซีพีจะเป็นผู้รับผิดชอบผลิตต้นกล้ายางทั้งหมดจำนวนกว่า 90 ล้านต้น เพื่อตอบสนองนโยบายขยายพื้นที่ปลูกยางพารา 1 ล้านไร่ให้ได้ภายในปี 2549 แต่ที่ผ่านมา กลับพบว่า การจัดส่งกล้ายางมีปัญหา ไม่สามารถผลิตกล้ายางได้ทันตามกำหนดเวลา นอกจากนี้ กล้ายางที่จะนำไปแจกจ่ายแก่เกษตรกรก็ไม่ได้คุณภาพตามมาตรฐาน ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนต้องหันไปซื้อกล้ายางจากพ่อค้าทั้งรายใหญ่-รายย่อย ทั้งในและต่างพื้นที่เพื่อนำมาปลูกเอง

ขณะเดียวกัน ราคายางพารายังคงอยู่ในระดับที่สูง จึงเป็นแรงจูงใจสำคัญที่ทำให้เกษตรกรหันมาปลูกยางพารากันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระนั้น ยางพาราเป็นพืชใหม่สำหรับเกษตรกรชาวอีสาน จึงพบว่า ขณะนี้เกษตรกรในหลายพื้นที่ในภาคอีสานกำลังประสบกับปัญหา ‘ยางพาราตาสอย’ หรือ ยางพาราที่ได้จากการนำกิ่งพันธุ์อายุมากมาทาบกิ่ง มีข้อเสียคือ ให้ผลผลิตไม่ดี หรือให้น้ำยางน้อย ในขณะที่เกษตรกรในภาคอีสาน ลงทุนซื้อต้นกล้ายางมาปลูกเอง โดยไม่มีประสบการณ์เพียงพอที่จะสังเกต และระบุได้ว่าต้นไหนเป็นกล้ายางพันธุ์ดี และเหมาะสมที่จะนำมาปลูก

กัลยาณี ทองบุญมา เกษตรกรผู้ปลูกยางพารามา ปี บ้านโนนสว่าง ต.โนนเมือง อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู เล่าว่า ในช่วงเดือน มี.ค. – ต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา พบว่าต้นยางพาราที่ตนได้รับกล้าพันธุ์มาจากโครงการส่งเสริมของรัฐบาลสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ มีหลายสิบต้นที่ปลูกมาได้ประมาณ 1 ปี เริ่มออกดอกสีขาวขนาดเล็กเป็นช่อๆ และต่อมาก็ออกผลสีเขียว

กัลยาณี ทองบุญมา เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราบ้านโนนสว่าง ต.โนนเมือง อ.โนนสัง จ.หนองบัวลำภู

เมื่อเร็วๆ นี้ มีผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ปลูกต้นยางจากภาคใต้มาที่สวนยาง ก็ให้ข้อมูลว่าต้นยางที่ออกดอกและออกผลเร็ว เป็นกล้ายางไม่มีคุณภาพ แต่ลงทุนไปแล้วราว แสนบาท ตั้งแต่ค่าแรงปรับพื้นที่จากที่นา มาเป็นสวนปลูกยาง ล้อมรั้วลวดหนาม ค่าปุ๋ย และค่ายาเคมีฆ่าหญ้า เมื่อต้นยางที่ปลูกกว่า 800 ต้น ออกดอกกว่า 50 ต้น แบบนี้ ก็ไม่แน่ใจว่าจะกรีดยางได้มากน้อย เท่าไหร่”

ส่วน นางแดง สิริวัฒนวงศ์ เกษตรกรบ้านโนนสว่าง กล่าวว่า ปลูกยางพารามาได้ 4ปีแล้ว โดยซื้อต้นกล้ายางมาจากร้านค้าในตัวเมืองหนองบัวลำภู ไม่ได้เป็นต้นยางตามโครงการรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเสียเงินลงทุนไปแล้วร่วม 2 แสนบาท รวมถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยมาบำรุงต้น ยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าหญ้า หวังว่าเมื่อเข้าปีที่ 7-8 ก็น่าจะกรีดยาง ขายน้ำยางได้แล้ว เพราะทราบมาว่าทางภาคใต้ เกษตรกรสามารถกรีดยางขาย มีรายได้เดือนละประมาณ 10,000-20,000 บาท

นางแดง สิริวัฒนวงศ์ เกษตรกรบ้านโนนสว่าง

นางแดง เล่าว่า ขณะนี้ใช้ชีวิตอย่างพออยู่พอกิน รายได้จำนวนมากเสียไปกับการดูแลบำรุงต้นยาง โดยสามีเข้าไปทำงานอยู่ในกรุงเทพเพื่อหาเงินนำมาดูแลสวนยาง เนื่องจากราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นมาก ไม่เพียงเท่านั้นในพื้นที่ข้างเคียง เป็นสวนต้นยูคาลิปตัส ยังเกรงว่าต้นยางจะเติบโตไม่ดีเมื่อปลูกใกล้ต้นยูคาเช่นนี้ อีกทั้งยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับตลาดรับซื้อยาง ว่าจะมีคนมารับซื้อ หรือต้องนำไปขายที่ไหนอีกด้วย

นายเด่น คำแล ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนทุ่งวัวลาย และเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา บ้านทุ่งวัวลาย ต.ทุ่งวัวลาย อ.ดอนสาร จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า เกษตรกรภายในหมู่บ้านเกือบ 100 ราย จากจำนวนทั้งหมด 200 กว่าราย กำลังประสบปัญหาต้นยางตาสอยเช่นเดียวกัน โดยที่ผ่านมา พบว่าต้นยางบางต้นมีเปลือกบาง แตกเป็นร่องยาว พอทดลองกรีดก็ไม่มีน้ำยางเลย นอกจากนี้ยังมีใบลีบเล็กและหงิกงอ อีกด้วย

เขาเล่าว่า พื้นที่ปลูกยางพาราในหมู่บ้านมีประมาณ 2,000 ไร่ หรือเฉลี่ยแล้วมีเกษตรกรปลูกยางประมาณคนละ 10 ไร่ ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าเป็นสมาชิกในโครงการ สกย. จะได้รับสนับสนุนต้นกล้ายางและเงินสนับสนุนไร่ละ 3,000 บาท ส่วนเกษตรกรที่ไม่ได้เป็นสมาชิก สกย. ก็ต้องซื้อกล้ายางมาจากพ่อค้าขายกล้าพันธุ์ยางในพื้นที่ใกล้เคียง และบางส่วนทำการติดต่อซื้อกล้ายางจากผู้ปลูกยางใน จ.ระยอง, ตรัง โดยตรง

นายเด่น กล่าวเสริมต่อว่า เขาใช้เงินลงทุนไปเยอะในการปลูกยางพารา เช่น เตรียมพื้นที่ปลูกยาง จ้างคนขุดหลุมปลูก รวมไปถึงแรงงานดายหญ้า- พ่นยาฆ่าหญ้า ทั้งก่อนปลูกและหลังปลูก 2-3 ครั้งต่อปี ซึ่งในการพ่นยาฆ่าหญ้าแต่ละครั้งจะครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1.5 ไร่ เมื่อก่อนราคายาฆ่าหญ้า อยู่ที่ 400 บาท แต่ปัจจุบันสูงขึ้นมากถึง 800-900 บาท ซ้ำยังต้องฉีดยาฆ่าหญ้าซ้ำอีก เพราะฉีดครั้งเดียวบางครั้งหญ้าไม่ตาย ทำให้จากที่ต้องซื้อยาฆ่าหญ้าแพงอยู่แล้วก็ต้องเสียเงินซื้อเพิ่มอีก

ที่ผ่านมา เกษตรกรที่ปลูกยาง ยังไม่มีความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกยางมากนัก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สกยก็ไม่ค่อยเข้ามาให้ข้อมูลกับเกษตรกร ทั้งที่เป็นสมาชิก และไม่ได้เป็นสมาชิกของ สกยเกษตรกรปลูกยางส่วนหนึ่งเรียนรู้วิธีการปลูกยางบางส่วนมาจากเจ้าหน้าที่โครงการปลูกยาง ล้านไร่ แต่โดยส่วนมากก็เรียนรู้กันเอง เช่น จากเพื่อนบ้าน จากคนที่เคยปลูกมาแล้ว หรือเป็นข้อมูลที่บอกต่อกันมา”

จากปัญหาที่ประสบอยู่ขณะนี้ นายเด่นและสมาชิกในกลุ่มเกษตรกรทำสวนทุ่งวัวลาย จึงได้ประชุมปรึกษาหารือเพื่อวางแนวทางแก้ไขปัญหาเบื้องต้น คือ จะรวมกลุ่มติดต่อซื้อกล้ายางโดยตรงจากกลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกภาคใต้มาปลูก รวมถึงการทำข้อเสนอเสนอให้ภาครัฐเร่งแก้ปัญหาด้วย คือ 1. ภาครัฐต้องมีการปรับปรุงแก้ไขกระบวนการจัดซื้อต้นกล้าเสียใหม่ 2. รัฐต้องทำการปรับปรุงและคัดเลือกพันธุ์ยางที่ดีและมีคุณภาพให้กับเกษตรกร และต้องให้ความรู้ที่ครบถ้วนถูกต้องแก่เกษตรกรผู้ปลูกยางด้วย

…….

ขณะนั่งอยู่ในรถกำลังจะเดินทางออกจาก จ.ชัยภูมิ เพื่อมุ่งหน้าไปยังขอนแก่น ในใจก็คิดถึง คำพูดจากพี่ประสิทธิ์ ทองบุญมา เกษตรกรบ้านโนนสว่าง ที่ปลูกยางพารา เขากล่าวว่า เมื่อครั้งที่เขาไปรับต้นกล้ายางจากโครงการ สกย.มาปลูก เขาไม่สามารถเลือกต้นกล้าเองได้ เพราะได้มีการมัดจัดวางไว้ให้เรียบร้อยแล้ว จึงไม่รู้ว่าเป็นต้นกล้าดีหรือไม่อย่างไร แต่เมื่อนำมาปลูกแล้ว ก็ต้องลงทุนเอง หากไม่มีเงินทุนเพียงพอ ก็จำเป็นต้องไปกู้ยืมเงินมา ปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะต้นกล้ายางไม่มีคุณภาพ เขาก็บอกว่า รัฐบาลก็น่าจะต้องมีส่วนรับผิดชอบเพราะเป็นผู้นำกล้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกด้วย

ทว่าตอนนี้ สิ่งที่เขาและภรรยา หรืออาจรวมถึงเพื่อนผู้ปลูกยางพาราด้วยกันอีกหลายร้อยครอบครัว กำลังประสบอยู่ คือไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่รู้จะกรีดยางได้เงินมากน้อยอย่างไร แต่ตอนนี้ยังต้องทำงานหนักหาเงินมาบำรุงต้นยางอยู่ทุกวี่วัน

หากปลูกแล้วยางให้ผลผลิตต่ำ ขายไม่ได้ ก็หนีไม่พ้นต้องเป็นหนี้เป็นสิน ตกอยู่ในวงจรความทุกข์เดิมๆ คงไม่ต่างจากชาวนาที่อาจต้องตัดสินใจฆ่าตัวตายได้เหมือนกัน” พี่ประสิทธิ์กล่าว

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ความหวังว่าจะได้ลืมตาอ้างปาก มีโอกาสปลดหนี้ปลดสิ้นได้สักครั้งในอนาคตข้างหน้าของพี่น้องเกษตรกรจะเป็นจริงได้อย่างไร ในเมื่อพวกเขายังต้องดิ้นรน และด้วยนโยบายรัฐที่บีบคั้น ยังกดทับให้พวกเขาต้องเดินอยู่ในแอ่งกระทะเดิมๆ ที่มุ่งผลิตเพื่อส่งออก ผลิตเพื่อขาย แล้วเป็นหนี้ตามมา ภาพและเรื่องราวจากพื้นที่อีสาน ตอนที่ 1 นี้คงฉายภาพปัญหาดั้งเดิมเกษตรกร ที่เป็นอยู่และอาจเป็นอยู่เช่นนี้ต่อไป ให้เห็นเด่นชัดขึ้นมาได้

ที่มาhttp://www.localtalk2004.com
เรื่องโดย ทิพย์อักษร มันปาติ สำนักข่าวประชาธรรม / สิริลักษณ์ ศรีประสิทธิ์ โลคัลทอล์ค  : 10 มิถุนายน 2551

แสดงความเห็น

ใส่ความเห็น

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

WordPress SEO fine-tune by Meta SEO Pack from Poradnik Webmastera